ไม่ว่าคุณจะเก่ง มีประสบการณ์ด้านอาหาร เป็นนักโภชนาการ เป็นโค้ช เป็นนักกีฬาระดับประเทศ หรือระดับโลกอย่างไรก็ตามไม่มีใครนับแคลอรี่ที่ร่างกายพวกเขาได้รับ (Energy In) ในชีวิตจริงได้อย่างแม่นยำเป้ะ 100%

เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงระดับคนธรรมดา ๆ อย่างเราครับ การนับแคลอรี่ที่พวกเราทำกันอยู่ทุกวันนี้มันไม่แม่นยำอยู่แล้ว

อ้าว! แล้วที่เราเคยสอนวิธีนับแคลในบทความต่าง ๆ ทั้งวิธีนับแคลอรี่ทั้งแบบมีตาชั่ง ไม่มีตาชั่ง ใช้บาร์โค้ด ใช้ MyFitnessPal ล่ะ? มันไม่แม่นยำแล้วหรือ?

คำตอบก็คือ ไม่ครับ

การนับแคลอรี่ไม่ว่าคุณจะเป็นคนละเอียดยิบย่อยแค่ไหน มันไม่มีทางที่คุณจะนับแคลได้ตรงตามแคลอรี่ที่คุณกินจริง ๆ เว้นเสียว่าในอนาคตจะมีเทคโนโลยีที่ทำให้เรานับแคลได้สะดวกกว่านี้

แล้วทำไมถึงยังแนะนำให้ Track ปริมาณการกินด้วย ในเมื่อสุดท้ายแล้วผมเองก็ยังบอกว่ามันไม่แม่นยำหนิ?

คำตอบก็คือมันไม่แม่นยำ 100% ก็จริงครับ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาที่คุณต้องกังวลเลย ทำไมน่ะหรือ? เลื่อนลงสิครับ!

บทความนี้เป็น Part ต่อเนื่องจากบทความ [GUIDE] วิธีนับแคลอรี่อย่างง่าย แม่นยำ และเป็นระบบ ครับ

มันต้องมีบางจังหวะที่คุณไม่สะดวกที่จะทานอาหารที่บ้าน หรืออาหารที่มี barcode ให้ scan ได้ตลอดบ้างแหละ แหม่…ให้กินอาหารที่บ้านอย่างเดียวตลอด เบื่อตายแน่นอน การนับแคลนอกบ้านเลยเป็นอีกสกิลสำหรับคนที่ต้องการจะเพิ่ม/ลดน้ำหนักจำเป็นต้องมี ถ้าคุณฝึกจนคล่อง รับรองว่าชีวิตจะสะดวก และยืดหยุ่นมากขึ้นเยอะครับ

เพราะอย่าลืมว่า “ความสม่ำเสมอ” เป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการควบคุมน้ำหนักตัวเองนั่นเอง และบทความนี้จะช่วยให้คุณสามารถกะปริมาณแคลอรี่กับอาหารตามร้านอาหารได้ ถึงแม้ว่าคุณจะ ไม่มีตาชั่ง! ไม่มี Barcode! ไม่ได้ทำอาหารกินเอง! ก็ตาม!


เนื้อหาบทความ ซ่อน

เหตุผลที่การนับแคลอรี่ถึงไม่แม่นยำ

Food Database มันไม่ได้เเม่นยำ 100% มาตั้งแต่แรกแล้ว

เวลาที่คุณค้นหาข้อมูล Calories ปริมาณสารอาหารต่าง ๆ ของอาหารที่คุณกิน บันทึกลงเข้าแอพพลิเคชั่นนับแคลอรี่อย่าง myfitnesspal หรือ Calorie King ก็ตาม จริง ๆแล้วข้อมูลเหล่านั้นมันไม่ได้เป็นข้อมูลที่เเม่นยำตั้งแต่แรกแล้วครับ

เหตุผลก็เพราะปริมาณ Calories ที่เราเห็นใน Database นั้นเป็นเพียง “ค่าเฉลี่ย” ของแคลอรี่ในอาหารนั้น ๆ

อย่างเช่น สมมติว่าในแอพให้ข้อมูลคุณว่า เนื้อหมูสันใน 100 กรัมนั้นให้พลังงานคุณเท่ากับ 100 Cal

มันไม่ได้แปลว่าหมูสันใน 100 กรัมทุกชิ้นจะมีพลังงานเท่ากับ 100 Cal เป้ะ ๆ เสมอไปครับ พลังงานของเนื้อหมูชิ้นนั้นอาจจะเท่ากับ 80 Cal, 120 Cal หรือแม้แต่ 150 Cal ก็ได้

เพียงแต่ว่าพอเฉลี่ยหลายๆชิ้นแล้ว เนื้อหมูสันใน โดยเฉลี่ย 100 กรัม จะให้พลังงานเท่ากับ 100 Cal ครับ

ดังนั้นเนื้อหมูสันในแต่ละชิ้นที่เราทาน ถึงแม้จะน้ำหนัก 100 กรัมเท่ากัน แต่แคลอรี่ก็จะไม่ได้เท่ากัน 100% เพราะเนื้อหมูแต่ละชิ้นมีสัดส่วนของเนื้อ ไขมัน และน้ำ ที่แตกต่างกันไปนั่นเอง

เวลาเราอ่านฉลากแล้วบอกเขาบอกว่าแคลอรี่ของอาหารที่บรรจุอยู่นี้เท่ากับ 120 Cal มันแปลว่าแคลอรี่ของมันอยู่ในช่วงประมาณ 80-140 Cal ไม่ใช่ 120 Cal เป้ะทุกอันนั่นเอง

stomach, samll intestine, large intestion, food digestion and absorption

ระบบย่อยอาหารของแต่ละคนดูดซึมแคลอรี่ได้ไม่เท่ากัน

เวลาเราพูดถึง Calories In นั้นเราไม่ได้พูดถึงพลังงานที่เรา กิน เข้าไปครับ* แต่เราหมายถึงปริมาณ Calories ที่ร่างกายได้รับและสามารถนำไปใช้ได้

สมมติว่าคุณกินข้าวกล้องปรุงสุกปริมาณ 100 กรัม ที่สามารถให้พลังงานได้ 130 calories

130 calories ไม่ใช่ Calories In ที่ร่างกายจะนำไปใช้การสร้างพลังงานเสียทีเดียว เพราะก่อนที่เราจะนำพลังงานตรงนั้นไปใช้ได้นั้น เราจะต้องหักล้างพลังงานที่เสียไประหว่างทางจาก ปัสสาวะ อุจจาระ การหมักของแบคทีเรียในลำไส้ (Gut microbe) ทำไฟเบอร์ต่าง ๆ กลายเป็นแก๊ส รวมไปถึงพลังงานที่ต้องใช้ในการย่อยอาหารนั้น ๆ อีกด้วย  

เมื่อเราหักล้างพลังงานเหล่านี้ไปทั้งหมดแล้วเราจึงจะได้พลังงานที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้จริง ๆ หรือ Calories Intake ที่สามารถนำไปใช้ในการสร้างแหล่งพลังงานต่าง ๆ สร้างกล้ามเนื้อ ไขมัน ไกลโคเจน และเพิ่มการเจริญเติบโตนั่นเอง

ซึ่งทั้งสามสี่ปัจจัยนี้แต่ละบุคคลไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน เพราะขนาดและพื้นที่ผิวในการดูดซึมของลำไส้และกระเพราะ รวมไปถึงปริมาณ Gut Microbe ของแต่ละคนที่แตกต่างกัน  จึงทำให้แม้อาหารที่เรากินจะเหมือนกัน ปริมาณเท่ากัน ปรุงแต่งเหมือนกัน แต่แคลอรี่ที่ดูดซึมได้ของแต่ละคนอาจไม่เท่ากันเลย

ดังนั้นถึงแม้ว่าใน MyFitnessPal จะเขียนว่าข้าวกล้องปรุงสุก 100 กรัม ให้พลังงานทั้งหมด 130 Calories ร่างกายคุณอาจได้รับ Calories In แค่ 100, 120, หรืออาจได้มากถึง 150 calories ก็ได้ครับ

*ส่วนใหญ่เราที่ใช้คำว่า “กิน” ไปเลย เพราะจะได้อธิบายง่าย ๆ แหละครับ

วิธีการปรุงอาหารเปลี่ยน แคลอรี่ก็เปลี่ยน

วิธีการประกอบอาหารก็มีผลต่อแคลอรี่ที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้เช่นกัน!

ยกตัวอย่างเช่น  ไข่ไก่ดิบปกติแล้วมี calories อยู่ทั้งหมด 47 Cal แต่ถ้าคุณนำไข่ไก่นั่นไปต้ม ร่างกายจะสามารถดูดซึมพลังงานจากไข่ไก่ฟองได้มากกว่าเดิมถึง 35% กลายเป็นว่าเราจะได้รับพลังงานจากไข่ไก่ฟองนั้น 74 Cal จากวิธีการปรุงอาหารที่แตกต่างกัน

หรืออาหารอย่างมันสำปะหลังดิบ 100 กรัม มี Calories เท่ากับ 101 Cal แต่เมื่อคุณนำมันไปต้ม ร่างกายจะสามารถดูดซึมพลังงานจากมันได้ถึง 193 Cal


และนี่ก็คือ เหตุผลหลัก ๆ ที่ทำไมหลายๆ คนถึงบอกว่าการนับแคลอรี่นั้นมันไม่แม่นยำนั่นเอง

แต่! สำหรับคนที่ใช้วิธีการ Track Calories, Macro ในการควบคุมอาหาร (รวมถึงผม) อย่าเพิ่งกังวลไปครับ

เพราะถึงแม้ว่าเหตุผลหลายๆ ข้อดังกล่าวจะเป็นเรื่องจริง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าการที่คุณสร้างวินัยในการบันทึกสิ่งที่คุณกินทุกวัน มันจะไร้ค่าไปเสียทั้งหมดครับ

ทำไมการนับแคลอรี่ที่ไม่แม่นยำถึงไม่ใช่ปัญหาที่คุณต้องกังวลสำหรับการควบคุมอาหารเลยล่ะ?

เรามาเข้าเรื่องเลยดีกว่าว่าทำไมการนับแคลอรี่ที่มันไม่แม่นยำ 100% นั้นถึงไม่ใช่ปัญหาที่คุณต้องกังวลเลย

ขอแนะนำให้รู้จักกับคำศัพท์ 2 คำนี้ครับ นั่นคือคำว่า “Accuracy – ความแม่นยำ” และคำว่า “Precision – ความเที่ยงตรง” ซึ่งสองคำนี้มีหมายความที่แตกต่างกันอย่างชิ้นเชิงเลยครับ

Accuracy คือค่าที่เข้าใกล้ค่าที่ถูกต้องมากที่สุด

ส่วน Precision คือค่าที่ได้แต่ละค่ามีความใกล้เคียงกันกับค่าอื่น ๆ มากที่สุด โดยที่ค่านั้นไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้ค่าที่ถูกต้องก็ได้

พูดแล้วอาจจะงงๆ มันอะไรกันเนี่ย ใกล้เคียง ไม่ใกล้เคียง ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง เรามาดูภาพประกอบกันดีกว่าฮะ

ภาพนี้คือภาพเป้าปืนที่เอากระสุนยิงหลาย ๆ นัด แล้วได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้จะช่วยอธิบายให้เราเข้าใจความแตกต่างกันระหว่างคำว่า Accuracy และ precision ครับ

จะเห็นว่า A) คือการยิงปืนที่มีความแม่นยำสูง (High Accuracy) เพราะยิงเข้าใกล้เป้าสีแดงมาก ๆ (ค่าที่ถูกต้อง) แถมยังเที่ยงตรงสุดๆไปเลยอีกด้วย เพราะให้ยิงกี่ครั้ง ๆ ก็ได้ผลลัพธ์ตำแหน่งคล้ายๆเดิม (High Precision)

ส่วน B) คือการยิงปืนที่ไม่แม่นยำเอาซะเลย (Low Accuracy)  ไม่เข้าใกล้เป้าสีแดงเลยด้วยซ้ำ แต่ว่าการของยิงปืนของ B ถือว่าเที่ยงตรงมาก ๆ (High precision) เพราะยิงกี่ครั้งๆ ก็เข้าเป้าใกล้ๆตำแหน่งเดิมตลอด (ค่าที่ได้แต่ละค่ามีความใกล้เคียงกันกับค่าอื่น ๆ มากที่สุด)

C) ยิงได้เข้าใกล้เป้าสีแดง แต่โดนเป้าสีแดงแค่ 2 ครั้งเอง ดังนี้อันนี้แม่นยำจริง แต่ไม่เที่ยงตรง ไม่สม่ำเสมอเลย เพราะเมื่อยิงหลาย ๆ ครั้งกระสุนที่ได้กระจายไปต่างทิศทางกันหมด (High Accuracy, Low Precision)

D) อันนี้สะเปะสะปะมาก ยิงก็ไม่โดน ตำแหน่งที่เล็งก็ไม่นิ่ง เพราะฉะนั้นถือว่าไม่แม่นยำ และยังไม่เที่ยงตรงอีกด้วย (Low Accuracy, Low Precision)

แล้วมันเกี่ยวกับการนับแคลยังไงล่ะ?

คำตอบก็คือ การนับแคลอรี่ ไม่จำเป็นต้องนับให้ “ความแม่นยำ” มากที่สุดก็ได้ แค่นับให้ข้อมูลมี “ความเที่ยงตรง” และ “สม่ำเสมอ” แค่นี้ก็ดีมากแล้ว!

เพราะถ้าข้อมูล Calories ที่คุณกินมันเที่ยงตรง ต่อให้มันไม่แม่นยำ คุณจะรู้ผลจากตาชั่งที่คุณวัด และคุณจะสามารถปรับ Calories ที่คุณกินให้ตรงกับเป้าหมายที่คุณต้องการได้นั่นเอง

สมมติว่าคุณนับแคลอรี่ได้ ต่ำกว่า แคลอรี่ที่คุณได้รับจริง ๆ (ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่คนส่วนใหญ่เป็น) แต่วิธีการนับที่คุณใช้เป็นระบบ และมีความสม่ำเสมอของข้อมูล แบบนี้ยังไงก็ไม่ต้องห่วงเรื่องความแม่นยำครับ 

เพราะจากภาพจะเห็นได้ว่าช่วงแรก Calories จริง ๆ ที่คุณกินมันมากกว่า Calories ที่คุณใช้ต่อวัน (TDEE) เพราะคุณนับแคลอรี่ไม่แม่นยำ หรือไม่ก็ร่างกายคุณมันดูดซึมได้ดีกว่าที่แอพมันบอก ซึ่งตามกฎทรงพลังงานแล้วแบบนี้ น้ำหนักคุณจะต้องเพิ่มขึ้นนั่นเอง

แต่ก็ไม่มีปัญหาครับ พอคุณรู้ว่าน้ำหนักคุณไม่ลด คุณก็แค่ปรับปริมาณแคลอรี่ที่คุณกินให้ลดลงไปอีก (ค่าที่จริง ๆ มันต่ำกว่าปกติ) เพื่อให้น้ำหนักลงได้ต่อนั่นเอง (ส่วนสำหรับคนเพิ่มน้ำหนักก็ทำตรงข้ามกันครับ)

ดังนั้น ถึงแม้ว่าตัวเลขแคลอรี่ที่คุณนับ บันทึกใส่ในแอพบนมือถือ มันจะไม่ใกล้เคียงกับค่าความเป็นจริงที่ร่างกายคุณได้รับก็ตาม สุดท้ายแล้วยังไงน้ำหนักตัวมันจะฟ้องครับ เพราะร่างกายเราไม่ได้อยู่เหนือกฎฟิสิกส์

นั่นจึงทำให้คุณสามารถปรับปริมาณการกินของตัวเองได้เพราะคุณมี ข้อมูล” ไงล่ะ

ถามว่าแล้วนับแคลยังไงให้ข้อมูลสม่ำเสมอ และเที่ยงตรง?

คำตอบก็คือ

ตั้งใจ TRACK YOUR CALORIES อาหารที่คุณกินซะ!

สมมติหมูสันใน 100 กรัมให้พลังงาน 120 Cal Protein/Carbs/Fat 20.3/0.9/2.2 g. จากในแอพ

ซึ่งแคลอรี่จริง ๆ ที่ร่างกายคุณดูดซึมได้มันเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ทุกครั้งที่กินหมูสันใน 100 กรัมคุณจะบันทึกว่า 120 Cal Protein/Carbs/Fat 20.3/0.9/2.2 g. ทุกครั้ง

ทำแบบนี้กับอาหารทุกอย่างที่คุณ Track แค่นี้ข้อมูลของคุณก็สม่ำเสมอและมีความเที่ยงตรงมากขึ้นแล้ว เพราะคุณใช้วิธีการนับเดิม กับอาหารแบบเดิม ปริมาณเดิม

ส่วนร่างกายคุณจะดูดซึมเท่าไหร่ ช่างมัน! -> สุดท้ายก็ต้องไปดูที่ตาชั่งเอาแล้วปรับเอา นั่นเอง

ถ้าอยากได้วิธีชัด ๆ แบบ Step by step ไปที่บทความนี้ของผมเลยครับ

วิธีนับแคลอรี่อย่างเป็นระบบ และแม่นยำ

เหตุผลที่การนับแคลยังคงเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้คุณถึงเป้าหมายได้สำเร็จ

ยังไงคุณก็หนีกฏ Physics ไม่ได้

ไม่ว่าคุณจะตัดแป้ง ตัดน้ำตาลทิ้งเกลี้ยง 100% กินคีโต หรือทำ Fasting ทำวันละ 20 ชั่วโมงสม่ำเสมอ ควบคุมดีแค่ไหนยังไงก็ตาม

“Calories” ก็ยังเป็นตัวแปรหลักที่จะทำให้น้ำหนักตัวของเราเพิ่มขึ้นหรือลดลงอยู่ดี ซึ่งคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงกฏฟิสิกส์ตรงนี้ไปได้

เพราะตราบใดที่คุณเผาผลาญพลังงานได้น้อยกว่าพลังงานที่ได้รับ ยังไงน้ำหนักตัวของคุณก็เพิ่มขึ้น และเหตุผลที่สูตรลดน้ำหนักต่าง ๆ นานา มันทำให้แล้วได้ผล มันเกิดจากการที่ Diet นั้น ๆ มันทำให้คุณกินน้อยกว่าที่ใช้นั่นแหละ มันถึงได้ผล แค่นี้จริง ๆ !

Carb-restricted -> ลดคาร์บ -> ลดแคล -> ลดน้ำหนัก

Ketogenic -> ลดคาร์บ -> ลดแคล -> ลดน้ำหนัก

Carnivore -> ลดคาร์บ กินแต่เนื้อ -> โปรตีนกินแล้วอิ่มง่าย -> กินน้อยลง -> ลดแคล -> ลดน้ำหนัก

Vegan -> กินผักเยอะ -> รับไฟเบอร์เยอะ -> อิ่มมากขึ้น กินน้อยลง -> ลดแคล -> ลดน้ำหนัก

Intermittent Fasting -> ลดจำนวนมื้อ -> ลดปริมาณ -> ลดแคล -> ลดน้ำหนัก

When it comes to weight loss/gain, calorie rules.

การนับแคลอรี่ และสารอาหารที่เรากินทุกมื้อจึงเป็นวิธีที่ช่วย Make sure ว่าคุณจะอยู่ใน Caloric deficit โดยไม่ต้องไปงด ไปอดอาหารประเภทใดประเภทหนึ่ง หรืออดกินในสิ่งที่ตัวเองชอบกินนั่นเอง  

เข้าใจโภชนาการของอาหารต่าง ๆ ได้ดีขึ้น – Make better food decision

ลองเปรียบเทียบอาหาร 2 อย่างนี้ดูนะครับ

เห็นอะไรไหมครับ? แคลอรี่ของทั้งผัดเผ็ดหมู และไอศกรีมมันแทบจะเท่ากันเลย!

แคลอรี่ สำคัญที่สุดก็จริง แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดสำหรับการลดน้ำหนักให้ได้ผล ประเภทอาหารที่คุณทานก็มีผลอย่างมากเช่นกัน เพราะอาหารบางชนิดถึงแม้จะ Calories เท่ากันก็จริง แต่ให้ความอิ่มไม่เท่ากัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุได้ไม่เท่ากันเลย

ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีผลช่วยทำให้คุณไปถึงเป้าหมายของคุณได้ดีขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม

อาหารที่กินแล้วอิ่มนาน ไฟเบอร์สูง วิตามิน แร่ธาตุเยอะ ก็จะช่วยให้เราไม่ทรมานกับการลดน้ำหนักมากจนเกินไป ช่วยลดโอกาสที่เราจะไปหาอะไรมากินเพิ่มทำให้ได้รับพลังงานเกินกว่าที่วางแผนไว้ และช่วยทำให้เราไม่ขาดวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย

ส่วนอาหารที่โปรตีนสูง จะช่วยให้คุณรักษา หรือเพิ่มมวลกล้ามเนื้อของคุณในการขณะลดน้ำหนัก แถมยังทำให้มื้ออาหารของคุณอิ่มขึ้นไปอีก

และนี่คือเหตุผลที่ทำไมการนับแคล มันได้อะไรมากกว่าแค่ “แคลอรี่” เฉย ๆ แต่ว่าคุณจะได้เรียนรู้ว่าอาหารต่าง ๆ Macronutrient เป็นอย่างไร อาหารแบบไหนโปรตีนเยอะ แคลต่ำ อาหารแบบไหนกินแล้วช่วยทำให้อิ่มได้นานแต่แคลน้อย เป็นต้น ซึ่งมันจะทำให้คุณตัดสินใจเลือกอาหารได้ขึ้นดีนั่นเอง

ควบคุมอาหารได้ดีขึ้น ถึงแม้จะเลิกนับแคลไปแล้ว

การนับแคลอรี่มันเป็น “ทักษะ” ครับ

ช่วงแรกมันจะยาก และไม่ชิน คุณต้องให้เวลา และความสม่ำเสมอกับมัน หลังจากที่คุณเข้าใจ และนับแคลเป็นแล้ว ทักษะนี้จะติดตัวคุณไปตลอด คุณจะเข้าใจอาหาร และโภชนาการมากขึ้น อย่างที่ผมบอกไปเมื่อกี้

ตรงนี้แหละครับ มันจะทำให้คุณ “กะ” ปริมาณการกินได้ดีขึ้น ถึงแม้คุณจะไม่ได้นับแคลอรี่แล้วก็ตาม

ใช่ครับ… ไม่มีใครมานั่งนับแคลอรี่ไปตลอดชีวิตหรอกครับ เมื่อถึงจุดที่คุณพอใจกับหุ่นตัวเอง ความแข็งแรงของตัวเองแล้ว ที่เหลือก็แค่ maintain เท่านั้น ซึ่งถ้าคุณมีความเข้าใจเรื่องโภชนาการ และ food choice ที่ดี คุณจะ maintain หุ่นที่คุณอุตส่าห์ใช้ความพยายาม เวลา และวินัยเพื่อแลกมันมาได้ง่ายขึ้น เพราะคุณจะรู้ว่าตัวเองต้องกินเท่าไหร่ประมาณไหน ต้องปรับประมาณไหน ให้ยืดหยุ่นเข้ากับชีวิตของตัวเอง

และสุดท้ายถึงแม้ว่าคุณจะกะผิด กะไม่แม่นไปบ้าง แต่พอมานั่งดูตาชั่งอีกสัปดาห์แล้วน้ำหนักมันขึ้นมา 1 kg. เฉยเลย คุณจะรู้ว่าคุณต้องทำยังไงต่อกับอาหารการกินของคุณ

วัดผลได้ดีขึ้น

การนับแคลอรี่ จะช่วยให้คุณวัดผลอย่างตรงไปตรงมาด้วยตัวคุณเองได้ดีขึ้น และช่วยแก้ปัญหาเวลาคุณ Diet แล้ว “ติด” หริอกินแล้วน้ำหนักไม่ลดสักที ได้อย่างถูกจุดโดยไม่ต้องไปนั่งเดา แถมทำให้วิธีการแก้ปัญหาเวลาคุณติดมีหลากหลายมากขึ้น เพราะคุณมีข้อมูลการกินของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นการทำ Diet Break, Re-feed, ลด Calories หรือ Explore ปัญหาอื่น ๆ นอกเหนือจากการกิน เช่น การนอน ความเครียด การออกกำลังกาย ฯลฯ

นอกจากนี้การนับแคลอรี่จะช่วยคุณสามารถเลือกได้ว่าคุณต้องการที่จะลดน้ำหนัก ช้า หรือ เร็วแค่ไหน

ซึ่งตรงนี้มันจะมีประโยชน์อย่างในกรณีที่เราต้องการรีบลดน้ำหนัก เราก็สามารถปรับแผนให้เราไปได้ไวขึ้นได้ หรือถ้าคุณต้องการ Slow Down เวลาน้ำหนักคุณลงเร็วเกินไปในกรณีที่คุณกลัวเสียมวลกล้ามเนื้อ ก็สามารถปรับแผนได้ตามเป้าหมายของคุณเช่นกัน

Bottomline

การนับแคลอรี่มันไม่แม่นยำก็จริงครับ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเลยถ้าข้อมูลของเราเที่ยงตรงมากพอ อีกทั้งการมีข้อมูลเกี่ยวกับอาหารการกินของตัวเองแบบละเอียดจะช่วยทำให้คุณมีทางเลือกมากขึ้นในการแก้ปัญหาการลด/เพิ่มน้ำหนัก (Cut/Bulk) แล้วติด แถมช่วยให้คุณเข้าใจโภชนาการของอาหารต่าง ๆ มากขึ้น และการฝึกนับแคลอรี่ให้เป็นทักษะในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต มันจะทำให้คุณเข้าใจพฤติกรรมการกินของตัวเองมากขึ้นครับ